พระไตรลักษณ์คำกลอน / คำทักนิมิต / พุทธทำนาย / "ผู้ชี้ขุมทรัพย์" อีเมล

พระไตรลักษณ์คำกลอน
พระไตรลักษณ์หนักหน่วงในดวงจิต สุขุมคิดตรึกตรองให้นักหนา พิศเพ่งเล็งดูพระอนัตตา เป็นไม้เท้าก้าวหน้าหาหนทาง พระทุกขังตั้งไว้ให้มั่นคง ค่อยดำรงชำระประสระสาง อวิชชาพาหลงกำบังทาง พระทุกขังแผ้วถางสว่างเตียน กำจัดมืดโมโหให้ผ่องแผ้ว เหมือนดวงแก้วชูเชิดประเสริฐเศียร เอาสติตั้งไว้เป็น ความเพียร ด้วยจำเนียรก่อสร้างในทางธรรม พระไตรลักษณ์ตักเตือนให้บริสุทธิ์ เหมือนมงกุฎสุดเหลืองเรืองอร่าม ดูงามขำรัศมีศรีวิไลล้ำ พระคุณธรรม เกื้อหนุนการุญงาม บรรดาศีลบริสุทธิ์ก็พร้อมเสร็จ เหมือนเกราะเพ็ชรสวมใส่ใน สนาม คอยป้องกันอวิชชาสง่างาม จะพาข้ามด่านเขตกิเลสมาร พระกรซ้ายทรง พระขรรค์อันผ่องศรี ถือขันตีอดใจในสงสาร ชำระกองกิเลสให้เด็ดพาล พระยน มารพ่ายแพ้ด้วยขันตี พระกรขวาทรงเครื่องศาสตราวุธ บริสุทธิ์เสด็จสอดพระแสงศรี เมตตาพาจิตให้เปรมปรีดิ์ จะข่มขี่กุศลให้ม้วยมร พระกรุณาเบื้องขวา รักษาสโมสร มุทิตาเป็นโยธาซ้ายพระกร ไม่ย่อหย่อนต่อภัยสิ่งไรมี พวกเสนา ฆ่ามารราญณรงค์ คือพรหมวิหารอุเบกขา ย่อมประหารมารม้วยให้มรณา ด้วย ปัญญาเป็นดวงมณีนิล สำหรับส่องสว่างกระจ่างแจ่ม คือองค์กสิณจะมืดมน อนธการก็ศูนย์สิ้น องค์กสิณสุกสว่างกระจ่างใจ เสร็จจะนั่งเหนือหลังสินธพชาติ คืออิทธิบาททั้งสี่จะมีไหน ผ่อนพักอาชาพาเดินดำเนินไป เข้าหนทางใหญ่ คือ พระอัฏฐังคิกมรรค ผลทานเป็นเสบียงลำเลียงส่ง จะข้ามดงแดนเขตกิเลสมาร สัจจังตั้งไว้เป็นศรัทธา ด้วยปัญญาอุปถัมภ์มาค้ำชู ไม่ย่อหย่อนผ่อนชักอาชาชาญ พระยามารแลเห็นก็อดสู พระยามัจจุราชก็ไม่อาจจะแลดู ปิดประตูจตุราไม่อาวรณ์ วิริยะล้ำเลิศประเสริฐนัก ดังอินทร์องค์ทรงศักดิ์สโมสร บรรพชาดังว่าเป็นพระเมรุธร ไม่ย่อหย่อนต่อความที่พากเพียร สมาธิส่องตามส่งให้ตรงทาง วิปัสสนา แผ้วถางซึ่งหนามเสี้ยน พระโภชฌงค์ทรงโฉมคือโคมเทียน ไม่แวะเวียนตามส่ง ถึงนิพพาน ใครได้แล้วเหมือนได้แก้วมโนนึก ไม่ตรองตรึกที่จะยากในสงสาร ไปเสวยรมณ์ชมสุขทุกประการ เหมือนวิมานเมืองฟ้าสุราลัย สุขอะไรจะมาสุข เหมือนเมืองแก้ว สุขเลิศแล้วสุขยิ่งทุกสิ่งสรรพ์ พ้นวิสัยใครเลยจะเทียมทัน เป็น มหันตะมโหโอฬาร์ลาน นะท่านทั้งหลาย เลย.

คำทักนิมิต
ในทิศตะวันออก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ ว่า ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศใต้ ว่า ทักขินายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันตกเฉียงใต้ ว่า ทักขินายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันตก ว่า ปัจฉิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ว่า ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศเหนือ ว่า อุตตรายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
ในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า อุตตะรายะ อะนุทิสายะ กิง นิมิตตัง
ซ้ำในทิศตะวันออก ว่า ปุรัตถิมายะ ทิสายะ กิง นิมิตตัง
คำตอบ
แสดงศิลานิมิตเป็นตัวอย่าง ว่า ปาสาโณ ภันเต

พุทธทำนาย
อุกาสะ สิริสักยะมุนี พระพุทธโคดม พระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ ญาณสัพพัญญู อันเป็นพระบรมครู ผู้ได้สั่งสอนแก่ฝูงเทพนิกร อินทร์พรหม ยมยักษ์ ทั่วทั้งอนันตจักรวาล พระองค์ผู้ทรงญาณมาสงสารแก่ฝูงประชาชนคน ทั้งหลายอยู่ ภายหลังพระองค์ได้ยับยั้งตั้งพระพุทธศักราชศาสนาไว้ให้ถ้วนห้าพัน พระวรรษา อติกกันตา ถ้าจะคณานับฤดูเดือนก็ได้หกหมื่นเดือนมากครามครัน ถ้าจะคณานับทิวาวันก็ได้หนึ่งล้านแปดแสนสองหมื่นหกพันสองร้อยห้าสิบวันเป็นกำหนด ถ้าจะคณานับพระอุโบสถ ถ้าจะกำหนดเป็นฤดูก็ได้หมื่นห้าพันฤดู สมเด็จพระบรมครูเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า แม้บุคคลใดตั้งจิตลงปลงจิตตั้ง ฟังพระพุทธศักราช บุคคลผู้นั้นก็จะระลึกชาติขึ้นได้ตามจิตใจปราถนา จะนึกเอาชั้น อินทร์ชั้นพรหมก็จะสมดังความคิดกุศลนั้นจะขึ้นไปเนรมิตวิมานไว้คอยท่า ครั้นทำลายตายจากเบญจขันธ์ทั้งห้าลงในกาลใด บุคคลผู้นั้นไซร้ก็จะได้ขึ้นไปเสวย รมณ์ชมสมบัติในรัตนกระหนกรัตนวิมานสวรรค์ จะมีทั้งหมู่นางกำนัลมานั่งแห่ ห้อมล้อมอยู่อย่างสะพรั่ง ด้วยกุศลที่ตนได้ฟังพระพุทธศักราช พระสมณโคดม บรมโลกนาถหน่อนรินทร์ปิ่นเกล้า จำเดิมแต่พระองค์ตรัสพระสัทธรรมเทศนาไว้ กับพระอานนท์ และอัครสาวกเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธทำนายไว้เป็นกำหนดว่า เมื่อพระตถาคตเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานล่วงไปแล้วบ่มินาน ประมาณได้ ห้าร้อยปีจะหานางภิกษุณีก็บ่มิได้ ครั้นล่วงได้พันปีก็จะไม่มีพระอรหันต์ที่จะ เหาะเหินเดินอากาศได้ ครั้นล่วงได้สองพันปีก็จะพากันเคลื่อนคลาด จะมีนักปราชญ์ที่จะพากเพียรเล่าเรียนให้จบครบพระไตรปิฎกนั้นก็หาบ่มิได้ ครั้นล่วงได้ สามพันปีก็จะมีพระภิกษุสงฆ์ที่จะมามั่วสุมประชุมกันเป็นคณะปรกนั้นก็หาบ่มิได้ ครั้นล่วงได้สี่พันปีแล้วไซร้ บาตรไตรจีวรก็จะสูญสิ้น ครั้นล่วงได้ห้าพันปีก็จะ พากันประมาทหมิ่น จะมีแต่ผ้าเหลืองน้อยห้อยหูพอได้รู้สำคัญว่าบุคคลผู้บวชเป็นชี ศาสนาพระชินสีห์จะสิ้นไปในปีชวดนักษัตรอัฏฐศก เดือนหก เพ็ญวันพุธ ในเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง อรุณฤกษ์เบิกอรุณแล้วพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าที่ได้ วัฒนาการเที่ยวโปรดสัตว์อยูในวัฏฏสงสาร ทั่วทั้งอนันตจักรวาลและพื้นธรณี ตั้งแต่พิภพนาภี จนตราบเท่าถึงดาวดึงส์สวรรค์เป็นขอบเขต แห่งท้าวเทเวศบรรจุ พระเกศบรรจุพระธาตุเข้าไว้ในโกฐแก้วจุฬามณีศรี ซึ่งก่อไว้เป็นสุวรรณเจดีย์ศรีสงบ รวมเข้าไว้เป็นที่อภิวันท์ไหว้แก่ฝูงเทพนิกรอินทร์พรหมในชั้นฉ้อกามาวจร สวรรค์ มีทั้งอัครพราหมมานั่งอยู่พร้อมเพรียงเรียบพับเพียบพะแนงเชิง มีมือถือ พวงมาลาและมาลัย อภิวาทน์กราบกรานด้วยเศียรเกล้าอยู่สะพรั่ง บ้างยอกรขึ้น ตั้งนั่งบังคมพระบรมธาตุ ครั้นพระพุทธศักราชถ้วนห้าพันพระวรรษาในกาลใด พระบรมธาตุนั้นไซร้ก็เสด็จมามั่วสุมประชุมกันในเกาะแก้วบุรีศรี ซึ่งเป็นที่สันนิบาตรจึงประมวลพระบรมธาตุเข้าเป็นองค์ เห็นงามเยียรยงพระองค์จะทรงทรมาน ทำพระยมกปาฏิหาริย์ สถิตประดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์แก้วมณีศรี เปล่งพระรัศมีศรีแสงกระจ่างแจ้งช่วงโชติ ตรัสพระธรรมเทศนาโปรดแก่เวไนยสรรพสัตว์ ทั้งสี่ไซร้ ใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิและโพธิ์ทอง ครั้นถ้วนเจ็ดวันแล้ว พระธาตุก็ บ่ายพระพักตร์เข้าสู่เมืองแก้วแล้วอันตรธาน แผ่นดินดาลรองศาสนาแน่นได้ สองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็จะสูงขึ้นอีกแปดพันวา ไม้ศรีมหาโพธินั้นไซร้ก็จะเล็ก เท่าใบพุทรา เพราะสิ้นสุดพระศาสนา ก็บรรจบครบจำนวนถ้วนห้าพัน พระวรรษา ฯ

"ผู้ชี้ขุมทรัพย์"

อานนท์ เราจักไม่พยายามทำกับเธออย่างทนุถอม เหมือนช่างหม้อทำกับหม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่
อานนท์ เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด
อานนท์ เราจีกขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด
ผู้ใด มีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้น จักทนอยู่ได้ คนเราควรมองผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่านั่นแหละคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น ด้วยประการฉะนี้ฯ

ยาทิสํ ลภเต พีชํ ตาทิสํลภเต พลํ กลฺลยา นการี กลฺยานํ ปาปการี จ ปาปกํ

บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว ด้วยประการฉะนี้ฯ

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตํ นานโย อญฺยํ วิโสธเย
ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นใครเล่าจะทำให้เรา บริสุทธิ์ได้ ด้วยประการฉะนี้ฯ

อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ โกหินาโถ ปะโรสิยา อตฺตนาหิ สุทธนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่า จะเป็นที่พึ่งของเราได้ ก็เมื่อบุคคลมีตน อันฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่ง ซึ่งหาได้ยาก ด้วยประการฉะนี้ฯ