วิธีปริวาสกรรม (รัตติเฉท) / คำสมาทานธุดงค์ ๑๓ ข้อ / คาถามงกุฏพระพุทธเจ้า อีเมล

วิธีปริวาสกรรม (รัตติเฉท)
เหตุทำให้ขาดราตรีของปริวาสิกะภิกษุผู้ประพฤติปริวาสมี ๓ ข้อ คือ
๑ สหวาโส อยู่ร่วมในชายคาเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ
๒ วิปฺปวาโส อยู่ในถิ่นอาวาส และถิ่นที่มิใช่อาวาส ที่ไม่มีสงฆ์ หรือแม้พระภิกษุรูปเดียวอยู่เป็นเพื่อน
๓ อนาโรจนา ไม่บอกอาการที่ตนประพฤติปริวาสแก่ภิกษุผู้ยังมิได้บอก ถ้าปริวาสิกะภิกษุ ทำหรือ ขาด ๓ ประการนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นรัตติเฉท เหตุให้ขาดราตรีนับราตรีที่ประพฤติมิได้ ปริวาสิกะภิกษุ มานัตตะจาริกะภิกษุ ไม่ควรยินดีในกิจของปกตัตตะกระทำให้ ๔ อย่างคือ
๑ ไม่ยินดีในการอภิวาท
๒ ไม่ยินดีในการลุกรับ
๓ ไม่ยินดีในการทำอัญชลีกรรม
๔ ไม่ยินดีในสามีจิกรรม มีการนำอาสนะมาให้เป็นต้น ภิกษุละเมิดในกิจใดๆ ทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านปรับอาบัติทุกกฎ วัตต์ของปริวาสกะภิกษุและมานัตตะจาริกะภิกษุ ๑๐ หมวด ภิกษุผู้สมาทานวัตต์แห่งปริวาสแล้วก็ดี ผู้สมาทานวัตต์แห่งมานัตต์แล้วก็ดี พึงถือปฏิบัติวัตต์ ๑๐ หมวดนี้โดยเคร่งครัด ท่านปรับอาบัติทุกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด เรียกว่า "วัตตเภท" ภิกษุผู้เก็บแห่งปริวาสหรือมานัตต์ ก็พึงถือการปฏิบัติวัตต์นี้ด้วยตามสมควร

๑ ไม่พึงให้อุปสมบทและนิสัย ไม่พึงมีสามเณรอุปัฏฐาก ไม่พึงรับสมมติสอนนางภิกษุณีฯ
๒ ไม่พึงต้องอาบัติ อันสงฆ์ให้มานัตต์ไว้แล้ว หรืออาบัติเช่นนั้นหรือเลวทรามหว่านั้นฯ
๓ ไม่พึงติดกรรมนั้น ไม่พึงห้ามอุโบสถปาวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ ไม่พึงทำความมีคำ
ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์ ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาสเพื่อโจทก์เธอ พึงโจทก์ภิกษุอื่น
ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ๆการ ไม่พึงช่วยภิกษุทั้งหลายให้สู้กันในอธิกรณ์ฯ
๔ ไม่พึงไปหรือนั่งข้างหน้าของปกตัตตะภิกษุหรือพอใจในอาสนะที่นอนกุฎีอันสุดท้ายฯ (คือ เป็นของเลวที่แจกทีหลัง)
๕ ไม่พึงมีปกตัตตะภิกษุเป็นปุเรสสมณะ คือ นำหน้าหรือปัจฉาสมณะ คือ ตามหลังเข้าไปสู่สกุล ไม่พึงสมาทานอรัญญิกธุดงค์ ไม่พึงสมาทานปิณฑปาติกธุดงค์ และไม่พึงให้เขานำบิณฑบาตมาส่ง กำหนดสงฆ์ที่ต้องทำกรรมในวุฏฐานวิธีนั้นๆ คือ
๑ สงฆ์จตุวรรค (๔ รูป) ในปริวาสให้มานัตต์ให้ปฏิกัสสนาฯ
๒ สงฆ์วีสติวรรค (๒๐ รูป) ให้อัพภาน ห้ามไม่ให้ภิกษุผู้ประพฤติวัตต์ คือ ผู้ประพฤติวุฏฐานวิธี เข้าองค์เต็มมีจำนวน คือ องค์ที่ ๔ หรือองค์ที่ ๒๐ ฯ

คำสมาทานธุดงค์
1. ถือทรงผ้าบังสกุลเป็นวัตร ว่า คะหะปะติจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ ปังสุกูลิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดคหบดีจีวรเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
2. ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตรว่า จะตุตถะจีวะรัง ปะฏิกขิปามิ เตจีวะริกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดจีวรผืนที่สี่เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งไตรจีวรเป็นวัตร
3. ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ว่า อะติเรกะลาภัง ปะฏิกขิปามิ ปิณฑะปาติกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร
4. ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร ว่า โลลุปปะจารัง ปะฏิกขิปามิ สะปะทานะจาริกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการเที่ยวโลเลเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร
5. ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร ว่า นานาสะนะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ เอกาสะนิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสียสมาทานองค์ของผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร
6. ถือฉันเฉพาะในบาตรเดียวเป็นวัตร ว่า ทุติยะภาชะนัง ปะฏิกขิปามิ ปัตตะปิณฑิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดภาชนะที่สองเสียสมาทานองค์ของผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร
7. ถือห้ามภัต อันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร ว่า ว่า อะติริตตะโภชะนัง ปะฏิกขิปามิ ขะลุปัจฉาภัตติกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดโภชนะอันเหลือเฟือเสียสมาทานองค์แห่งผู้ห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร
8. ถืออยู่เป็นวัตร ว่า คามันตะเสนาสะนัง ปะฏิกขิปามิ อารัญญิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
9. ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร ว่า ฉันนัง ปะฏิกขิปามิ รุกขะมูลัญกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดที่มุงที่บังเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ที่โคนไม้เป็นวัตร
10. ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ว่า ฉันนัญจะ รุกขะมูลัญจะ ปะฏิกขิปามิ อัพโภกาสิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดที่มุงที่บังและโคนไม้เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร
11. ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ว่า อะสุสนัง ปะฏิกขิปามิ โสสานิกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดที่มิใช่ป่าช้าเสียสมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร
12. ถือการอยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร ว่า เสนาสะนะโลลุปปัง ปะฏิกขิปามิ ยะถาสันถะติกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสีย สมาทานองค์ของผู้อยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไร
13. ถือการนั่งเป็นวัตร ว่า เสยยัง ปะฏิกขิปามิ เนสัชชิกกังคัง สะมาทิยามิ แปลว่า เรางดการนอนเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการนั่งเป็นวัตร

คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า
อิติปิโส วิเสเสอิ, อิเสเส พุทธะนาเมอิ, อิเมนาพุทธะตังโสอิ, อิโสตัง พุทธะตังปิติอิ