หนังสือ เรื่อง "ทศบารมี" - หน้า 3

 

สัจจบารมี
คือการสะสมความจริงให้เต็ม ส่วนใหญ่นึกถึงการกล่าวทางวาจา ดังสุภาษิตว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา = พูดความจริงเป็นวาจาที่ไม่ตาย แต่พวกยี่เกมักแย้งว่า วาจาไม่ตายแต่คนพูดน่ะตาย แต่ผู้สร้างบารมีสัจจะนี้ ถ้าต้องตายแม้พูดความจริงก็ยอม เพราะการสร้างบารมี มี ๓ ระดับ คือ
๑.สัจจบารมี พูดจริง
๒.สัจจอุปบารมี พูดจริงแล้วต้องเสียอวัยวะ
๓.สัจจปรมัตถบารมี พูดจริงแม้ตายก็ยอม

การพูดมีลักษณะ ๓ คือ พูดดีมีความจริงเป็นหลัก ๑ พูดไม่ดีมีความเท็จเป็นหลัก ๑ และพูดกลางๆ เพื่ออธิบายให้ผู้ฟังรู้เรื่องและรื่นเริงด้วย ๑ ผู้สร้างสัจจบารมี ส่วนใหญ่มุ่งแต่วาจาเมื่อสัจจบารมีเต็มจะนึกถึงว่า กายเล่า จิตเล่า ต้องจริงใจด้วยไหม? สุดท้ายเห็นว่าของกาย คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนในท่ามกลาง แตกสลายในที่สุด และเห็นว่าจริงจองจิตก็คือ จิตมีอารมณ์ดี จิตมีอารมณ์ไม่ดีก่อความทุกข์ ความเดือดร้อนให้ และจิตมีอารมณ์กลางๆ เหมาะแก่การงานทั้งทางโลกและทางธรรม เมื่อเห็นดังนี้มักเปล่งอุทานว่า "ลูกมันโง่" มัวแต่ประคับประคองวาจาให้เป็น สัจจะ

อธิษฐานบารมี
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายได้เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ถวายหลังเป็นสะพานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร แล้วได้อธิษบานว่าขอให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตด้วยเทอญ การอธิษฐานของสุเมธดาบสเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ และยังทรงไว้พระพุทธศาสนาให้พวกเราทั้งหลายได้สร้างบารมีกันอยู่ทุกวันนี้ อุบาสิกาที่ชื่อว่าสุมิตตาได้เห็นสุเมธดาบสถวายแล้ว และอธิษฐาน จึงเกิดความคิดว่าเราต้องอธิษฐานบ้าง จึงเอาดอกบัวซึ่งนำไปขายถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ทีปังกร บ้าง และอธิษฐานว่า ขอให้ได้เป็นคู่บุญคู่บารมีของท่านสุเมธดาบสด้วยเทอญ ท่านก็สำเร็จได้มาเกิดเป็นพระนางพิมพาและได้บวชเป็นพระอรหันต์ได้รับยกย่องจากมหาชน ว่า "ยโสธรา มหาเถรี" เพราะมีพระราชินี ร้อยกว่าเป็นศิษย์เฝ้าปฏิบัติ นักรู้ศัพท์โปรดอย่าวิจารณ์ไปทางศัพท์ ไม่ตรงบารมีหรอกครับ..

เมตตาบารมี
ความรักญาติที่น่ารัก ความรักในสหายที่น่ารัก แผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ให้รักเหมือนญาติและสหายที่น่ารัก ฝึกฝนไปเรื่อยๆ จนเมตตามีกำลังอันประกอบด้วยสัมมาสมาธิ แผ่ไปในสรรพสิ่งทั้งปวง มีข้าวปลาอาหาร ต้นไม้ ใบหญ้า แม่ธรณี และเทพยดาอารักษ์ สรรพสัตว์ ผู้ทุกข์ยาก ผู้มีพระคุณทั้งเจ้ากรรมนายเวรทุกเช้าค่ำจิตใจมีความสุขน้อยเลี้ยงจิตไว้ตลอดเวลา ทำให้อารมณ์ทรงฌานได้ อาจสงเคราะห์ที่หามาได้ สุดท้ายกลายเป็นอาจารย์ขลัง อย่าเป็นอาจารย์คลั่งก็แล้วกัน

อุเบกขาบารมี
เฉยอย่างเดียว ทั้งดี-ไม่ดี เฉยอย่างเดียว อุกเบกขาบารมีเป็นตัวขับเคลื่อนให้จิตเข้าประตูพระมหานฤพานได้ ความเฉยเป็นเสมือนแม่แรงที่ติดรถไปนำออกมาใช้เมื่อจำเป็น เมื่อนิ่งเฉยสักครู่ ปัญญาบารมีอันละเอียดอ่อนก็ผุดโผล่ขึ้นมา ให้เราดำเนินการตาม ความเฉยข้ามโคตรภูญาณได้ เมื่อข้ามโคตรภูญาณได้ ก็มีช่องทางให้จิตเข้าสู่ทางแห่งโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ถ้าบุญมาวาสนาส่ง ก็สามารถเข้าสู่ประตูแห่งมรรคผล อริยมรรค อริยผล ตั้งอยู่บน ชรํ อุเบกขา อันเป็นอุเบกขาบารมี นั่นเอง

 

กลอน บารมี ๑๐ ทัศ สัมผัสใจ
ทานบารมี ต้องยินดีเป็นที่ยิ่ง
ให้ทุกสิ่งล้วนดีมีคุณค่า
ให้ของให้อภัยไม่โกรธา
ให้ธรรมมีค่ากว่าให้ใดๆ มี
ศีลบารมี มีปกติงด
จิตสดใสรักษามีราศรี
ไม่ฆ่าขโมยคบชู้รู้พาที
สุราหนีไม่เอาเขลาโง่พลัน
เนกขัมมะบารมี รู้ที่ละ
บ้านเรือนจะผูกเราโง่เขลาหลาย
ละบ้านเรือนสู่ธรรมนำสบาย
มีบั้นปลายนิพพานสราญเอย
วิริยะบารมี เพียรดีเถิด
มรรคผลเกิดเพียรดีมีให้เห็น
สำเร็จทุกอย่างทางบำเพ็ญ
ไม่ยากเย็นเพียรไว้ได้ดีเอย
ปัญญาบารมี นี้รู้คิด
ด้วยดวงจิตสดใสได้มรรคผล
รู้ทำด้วยธรรมนำมงคล
บันดาลดลรู้แจ้งแห่งทุกข์เอย
ขันติบารมี รู้อดทน
เกิดมรรคผลมากมีในชีวิต
เป็นนักปราชญ์ร่ำรวยด้วยจิต
รู้ยั้งคิดด้วยอดทนผลดีเอย
สัจจะบารมี รู้คำพูด
รู้ทำถูกตามพูดย่อมได้ผล
สัจจะด้วยปัญญาไม่พาจน
รู้เหตุผลในคำที่ทำไป
อธิษฐานบารมี มีจุดมั่น
จิตยืนยันมั่นคงไม่หลงอื่น
มีบุญบารมีเป็นหลักยืน
มีจิตตื่นมุ่งมั่นไม่สั่นคลอน
เมตตาบารมี หวังมีสุข
ในทุกทุกวิญญาณสานประโยชน์
ให้มีสุขพ้นภัยในทุกข์โทษ
จิตหวังโปรดสุขทั่วทุกตัวตน
อุเบกขาบารมี ที่วางใจ
ไม่ให้ไปยินดีที่ไหนไหน
วางเฉยในธรรมอยู่ร่ำไป
ไม่ห่วงใยพะวงดงทุกข์เอย