ปาฐกถาธรรม เรื่อง "กายและจิต" อีเมล

เราเคยอ่านและเข้าใจกันดี เกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติและธรรมะ แต่การที่เราจะรู้จักสำรวมจิตให้ตั้งมั่น และประพฤติปฏิบัติให้แน่วแน่ได้นั้น ต้องผ่านการฝึกอบรมพอสมควร โดยจะต้องไม่ลืมว่า ธรรมชาติโดยตัวของมันเองนั้นไม่มีทางที่จะปรับตัวเองได้ดีขึ้นได้ ต้องอาศัยจิตช่วยปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ จึงจะดีขึ้นได้ การปรับปรุงจิตช่วยให้ดีขึ้นมาเรื่อยๆนับแต่เริ่มต้น แม้ความเป็นอยู่ของโลกจะเปลี่ยนแปลงผันผวนไปสู่ความผิดหวังอยู่บ้างก็จริง แต่พลังจิตจะช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ด้วยความสงบสุขจนได้

 

กายและจิต
พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ว่า การจะเป็นคนได้นั้นต้องประกอบด้วยปัจจัย ๕ ประการ อันได้แก่ ๑. กาย ๒. ความรู้สึก ๓. ความจำ ๔. ความคิด ๕. จิตใต้สำนึก เมื่อแยกแยะปัจจัยทั้ง ๕ ดังกล่าวส่วนสัดและจัดระดับความแตกต่างได้ถูกต้องแล้ว จะเหลือแต่คำว่า กายและจิต เท่านั้นที่เหลืออยู่ คำว่า กาย ประกอบด้วยธาตุ ทั้ง ๔ คือ ดิน น้า ลม ไฟ เมื่อรวมกันเข้าได้ส่วนสัดเมื่อใด ความเป็นคนก็จะเกิดขึ้นได้ทันที และธรรมชาติของกายแท้ๆ นั่นก็คือ เกิด แก่ เสื่อมสู่แตกดับ เมื่อตาย คำว่า จิต คือการทำหน้าที่รับเอารอยพิมพ์ใจที่เกิดขึ้นรอบข้าง ซึ่งได้แก่ การรู้สึกดี รู้สึกชั่ว และรู้สึกเฉยๆ ถ้าจิตถูกครอบงำด้านดีมากๆ ก็จะรู้สึกเป็นสุข ถ้าจิตถูกครอบงำด้านเลวมากๆ ก็จะรู้สึกไม่มีความสุข ถ้าจิตถูกครอบงำด้วยความรู้สึกเฉยๆ ก็คือความรู้สึก ที่เป็นปกติ ไม่ยินดี ยินร้ายใดๆ ทั้งสิ้นนั่นเอง สำหรับจิตจะเปลี่ยนแปรอยู่ร่ำไป สุดแล้วแต่จะมีการครอบงำของความรู้สึกเข้ามาครอบงำ ถ้าถูกครอบงำด้วยความโกรธ ก็จะโกรธขึ้นมาทันที จิตจะแยกความนึกคิดไว้ตลอดเวลา และทุกขณะจิตที่มีความคิดเกิดขึ้น กระแสจิตจะเปลี่ยนจากชั่วโมงไปอีกชั่วโมง จากวันไปสู่วัน จากเดือนสู่เดือน และจากปีสู่ปี ไม่มีใครเกิดความพอใจได้ตลอดเวลา และระยะที่เราจะรู้สึกพอใจนั้นสั้นมาก และจะคอยเปิดช่องให้ความไม่พอใจเล็ดลอดเข้ามาจนกลายเป็นอารมณ์ที่แปลกไปเรื่อยๆ ดีหน่อย ถ้าเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแต่ละครั้งนั้น จะมีความสุขตามมาเสมอ บางทีก็จะรู้สึกเฉยๆ ภาวะจิตไม่คงที่เป็นอันขาด ตรงกันข้ามจะเต็มไปด้วยกรรมวิธีแห่งการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องไม่รู้จบ ตามปกติมนุษย์เรา จะแสวงหาทางให้หลุดพ้นจากความรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ และอยากให้เป็นความสุขที่ถาวรเสียด้วย ฉะนั้น มนุษย์จะต้องสั่งสมปัญญาขึ้นมาเป็นพิเศษ การประชุมปัญญานั้นจะต้องมีอานุภาพที่จะครอบงำจิตได้ด้วย เพื่อความรู้สึกดีๆ จะได้ไหลเข้าสู่จิตในขณะที่จิตขจัดความคิดชั่วๆ ออกไปสู่ข้างนอก ซึ่งจะไม่ผิดกับการที่จะรักษาของมีค่าไว้ ในบ้าน แล้วขจัดสิ่งไม่มีค่า หรือสิ่งที่เป็นพิษภัยออกไปจากบ้านนั้นเช่นกัน

ธรรมชาติและธรรมะ
กระแสแห่งความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ เป็นเพราะเกิดความล้มเหลวในหมู่มนุษย์ ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติเอาเสียเลย แทนที่จะปล่อยวางให้สิ่งต่างๆ ดำเนินการไปตามหลักธรรมชาติ เรากลับไปดึงเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นไปตามที่เราชอบเสียเอง มีการสร้างความจำเป็นขึ้นมาอ้างด้วยวิธีสร้างจินตนาการ เมื่อไม่ได้ผลตามใจหวังก็จะถือโกรธ และเกิดความวิตกกังวลระทมทุกข์ขึ้นมาเอง ธรรมชาติ คือครูที่ดีที่สุดที่พึงจะหาได้ หากเราจะได้ศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติให้เต็มที่ และสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องตามหลัก สัจธรรม บรรดาความเข้าใจผิดที่จะก่อให้เกิดความผิดหวังก็จะเหือดหายไปเอง เราลองมาเปรียบเทียบระหว่างคนกับต้นไม้ให้ชัดเจนดูบ้าง ก็จะเข้าใจเรื่องธรรมชาตินี้ง่ายขึ้น บรรดาต้นไม้ที่เจริญงอกงามขึ้นเป็นกลุ่มๆ บนผืนแผ่นดินนั้นย่อมจะมีความแตกต่างกันในระหว่างพันธุ์ บางพวกจะโตเร็ว บางพวกจะโตช้า บางพวกจะมีกลิ่นหอม แต่บางพวกกับไม่น่าชวนชม บางพวกมีผิวพรรณราบรื่น แต่บางพวกกับเต็มไปด้วยหนามแหลมคมเต็มไปหมด บางพวกมีลำต้นสูง แข็งแกร่งเป็นแนวตรง บางพวกกับงอโค้ง และโอนอ่อนตามกระแสลมตลอดเวลา บางพวกก็ยืนตระหง่านเป็นอิสระ บางพวกเลื้อยเป็นแถวติดห้อยอยู่กับใกล้เคียง หรือตามผนังกำแพง บางพวกก็เป็นประโยชน์ บางพวกก็มีพิษภัย ความที่แตกต่างกันของต้นไม้นี้เองแหละ คือ ธรรมชาติ ของต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญขึ้นนับเป็นปีๆ ขึ้นไป ความแตกต่างของมันก็จะแสดงให้เห็นในแต่ฤดูกาลที่ผ่านไป คนเราก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีความแตกต่างกันในเรื่องท่าทาง ผิวพรรณ กริยา สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ ซึ่งมักจะแสดงให้เห็นได้ไม่ว่าในทางที่ถูกหรือทางที่ผิด เพียงคน ๒ คนขึ้นไป ก็จะเห็นความแตกต่างเกิดขึ้นได้เสมอ หากไม่มัวคิดมากกับเรื่องความแตกต่างระหว่างคนเรา โดยไม่จำเป็นเราจะหาความสุขไม่ได้เลย เช่นถ้าไม่มัวคิดอยากให้ปีเตอร์ให้เป็นคนดีอย่างพอล หรือไม่มัวอยากให้เจเนตฉลาดเฉลียวเหมือนเจนิเฟอร์ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะต่างก็เป็นไปตามหลักธรรมชาติของตนเองโดยตลอด นับเป็นการยากแสนเข็ญ ที่จะปรับเปลี่ยนธรรมชาติของแต่ละคนได้ ยกตัวอย่างต้นไม้ก็แล้วกัน เช่นเราปลูกต้นแอปเปิ้ล ผลที่มันมีลูกออกมาก็จะเป็นลูกแอปเปิ้ล จะเป็นส้มหรือเป็นแพร์หรือจะเป็นผลไม้ตามใจชอบไม่ได้ทั้งสิ้น พระพุทธองค์ ทรงสอนให้ยึดหลักสัจธรรมให้มากที่สุด โดยเน้นธรรมชาติในตัวของเราเอง ซึ่งไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นให้มากจนเกินไปแล้วก็จะเป็นสุข และเกิดความพึงพอใจในตัวของเราขึ้นมาเอง เราจะไม่รู้สึกหนักใจในกฎธรรมชาติ ถ้าจะเปรียบคนให้เข้ากับชีวิตของบัว ๔ เหล่า อันได้แก่

๑. บัวที่โผล่เหนือน้ำ คือบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้วเตรียมขยายกลีบ คอยรับแสงอาทิตย์ในตอนเช้า ถัดจากนั้นก็จะเบ่งบานสวยงามเปรียบกับคนเราที่เมื่อได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ก็จะเข้าใจในเรื่องธรรมชาติขึ้นมาทันที แสดงว่าเข้าถึงพระธรรมโดยมิชักช้า

๒. บัวที่ขยายกลีบในระดับพื้นน้ำ แต่จะใช้เวลาสัก ๓-๔ วัน จึงจะเบ่งบาน ถ้าเปรียบกับคนเรา ก็เหมือนกับคนที่ได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว ต้องอาศัยเวลาบ้างตามสมควร เพื่อให้รสพระธรรม สะท้อนเข้าขั้วหัวใจเสียก่อน จึงจะเข้าใจธรรมะที่ถูกต้องได้

๓. ดอกบัวที่ยังอยู่ใต้ผิวน้ำ และพยายามจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ เปรียบได้กับคนที่พอจะสั่งสอนได้ แต่ยังไม่สามารถบรรลุขั้นที่สูงขึ้น ต้องได้รับการอนุเคราะห์เพิ่มขึ้นตามสมควร จึงจะมีชีวิตระดับคนธรรมดาทั่วไปได้

๔. ดอกบัวที่อยู่ใต้โคลน มักจะปรากฏในท้องทะเลสาบทั่วๆ ไป เพียงแต่ผลิหน่อเพื่อเริ่มต้นชีวิตเท่านั้น และมักจะกลายเป็นอาหารของปลาและสัตว์น้ำทั่วๆ ไป ถ้าเปรียบกับคนก็เหมือนคนที่ไม่ยอมเข้าใจหลักธรรมชาติเอาเสียเลย จะอบรมสั่งสอนก็เปล่าประโยชน์ทั้งสิ้น จำเป็นต้องปล่อยให้อยู่ตามบุญตามกรรมแต่โดยลำพัง

จะเห็นได้ว่า ธรรมชาติโดยแท้ที่คอยเป็นครูสอนเราในรูปแบบต่างๆ แม้แต่ก้อนกรวดเล็กๆ ก็มีทางที่จะให้บทเรียนแก่เราได้มากมายมหาศาล ฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธองค์ดังกล่าวมานั้น ตัวเราจะได้ยึดมั่นใน สัจธรรม และซื่อตรงต่อธรรมชาติเข้าไว้ ก็จะเกิดปัญญามองเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติ และผลสุดท้ายก็คือ ย่อมจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย